ยุค 5 : ยุคเติบโตอย่างมั่นคง
(พ.ศ. 2551-2555)

“เพื่อเป็นการวางรากฐานในการเติบโตอย่างมั่นคงและยั่งยืน ซี.พี.ค้าปลีกและการตลาดลงทุนสร้างโรงงานสาขา และลงทุนในการพัฒนาบุคลากร”

ยุคต่อมา ซี.พี.ค้าปลีกและการตลาดยังคงมีความเจริญก้าวหน้าอย่างต่อเนื่อง และเพื่อเป็นการวางรากฐานในการเติบโตอย่างมั่นคงและยั่งยืน บริษัทฯ วางแผนด้านการลงทุน เพื่อขยายฐานการผลิต 2 ด้าน คือ ลงทุนสร้างโรงงานสาขาวางเป้าหมายไว้ 8 แห่ง เพื่อให้เข้าถึงผู้บริโภคได้มากขึ้น
รวมทั้งสามารถจัดส่งอาหารให้กับร้าน 7-Eleven ในรัศมีการจัดส่งไม่เกิน 4 ชั่วโมง ซึ่งจะช่วยให้
ผู้บริโภคได้สินค้าที่สดใหม่ ช่วยลดภาวะโลกร้อน และเกิดระบบเศรษฐกิจพึ่งพาตนเองของท้องถิ่นได้เป็นอย่างดี

อย่างไรก็ตาม ในช่วงเวลานี้เกิดวิกฤติการณ์สำคัญหลายครั้ง ทั้งนอกประเทศและในประเทศ ทำให้ ซี.พี.ค้าปลีกและการตลาดต้องตั้งรับกับสถานการณ์ต่างๆ ซึ่งส่งผลกระทบต่อการดำเนินงาน วิกฤติในต่างประเทศ อย่างสถานการณ์ซับไพรม์ (Sub-Prime) ของสหรัฐอเมริกาที่ลุกลามไปทั่วโลก วิกฤติเศรษฐกิจยุโรป รวมทั้งภัยพิบัติของญี่ปุ่นล้วนส่งผลกระทบต่อยอดการส่งออกสินค้าของ
ซี.พี.ค้าปลีกและการตลาดไปยังต่างประเทศ

หันกลับมาดูสถานการณ์ในประเทศก็เกิดเหตุการณ์ความขัดแย้งทางการเมือง และอุทกภัยครั้งใหญ่ ทำให้ ซี.พี.ค้าปลีกและการตลาดต้องชะลอการเปิดโรงงานในภูมิภาค จากเดิมวางแผนไว้ 8 แห่ง เหลือเปิดได้จริงเพียง 1 แห่งและขยายโรงงานเดิมอีก 3 แห่งเท่านั้น

แต่ในวิกฤติยังมีโอกาส แม้แผนการเปิดโรงงานต้องหยุดชะงัก ซี.พี.ค้าปลีกและการตลาดไม่หยุดยั้งการเพิ่มประสิทธิภาพในการทำงาน ด้วยการนำระบบการผลิตแบบลีน (Lean process) และระบบการบำรุงรักษาทวีผลที่ทุกคนมีส่วนร่วม หรือ TPM (Total Productive Maintenance) มาใช้ ทำให้สามารถลดค่าใช้จ่ายและเพิ่มประสิทธิภาพในการทำงาน ตลอดจนตอบสนองความต้องการ
ผู้บริโภคสูงสุดด้วย ประกอบกับในเวลาต่อมาตลาดต่างประเทศขยายตัวอย่างรวดเร็ว ทำให้ตัวเลขรายได้ส่งออกพุ่งสูงขึ้น เช่นเดียวกับตลาดในประเทศที่ซบเซาไปเพียงระยะสั้นๆ ระหว่างเกิดอุทกภัยก็กลับฟื้นตัวและเติบโตอย่างต่อเนื่อง หลังจากผู้บริโภคเล็งเห็นถึงประโยชน์ของอาหารพร้อมรับประทานมากขึ้นในช่วงภาวะวิกฤติ

ขณะเดียวกัน ซี.พี.ค้าปลีกและการตลาดยังเน้นการ ลงทุนในการพัฒนาบุคลากร ซึ่งถือเป็นทรัพยากรที่มีคุณค่าต่อองค์กร เพื่อรองรับการเติบโตอย่างยั่งยืนของบริษัท โดยช่วงเวลานี้ถือเป็นยุคที่ ซี.พี.ค้าปลีกและการตลาดมีการเปลี่ยนแปลงค่อนข้างสูง โดยเฉพาะอย่างยิ่งหลังจากที่ได้รับรางวัล TQC (Thailand Quality Class) ประจำปี 2548

cpram-history-pic-2551-00cpram-history-pic-2551-01 cpram-history-pic-2551-04

ถือเป็นอีกหนึ่งจุดเปลี่ยนสำคัญที่ทำให้มองเห็นโอกาสในการปรับเปลี่ยนองค์กรหลายมุมมอง โดยเฉพาะอย่างยิ่งการสร้างผู้นำซึ่งตลอด 5 ปีมานี้ ซี.พี. ค้าปลีกและการตลาดมีการพัฒนาผู้นำอย่างต่อเนื่อง และเน้นสร้างบรรยากาศของนวัตกรรมในองค์กร โดยมีโครงการส่งเสริมและสนับสนุนกิจกรรมที่เน้นนวัตกรรมมาโดยตลอด เช่น Ant/Bee Mission Conference, Innovation Conference ปีละ 2 ครั้งของกิจการอาหารพร้อมรับประทาน และ CPRAM Award, Product Award ของกิจการ เบเกอรี่

นอกเหนือจากการสร้างผู้นำเชิงรุกในองค์กรแล้ว ซี.พี.ค้าปลีกและการตลาดยังเน้นพัฒนาบุคลากรให้เป็นนักสร้างนวัตกรรม (Innovator) ซึ่งคุณวิเศษ วิศิษฏ์วิญญู กรรมการผู้จัดการ เล่าเสริมในจุดนี้ว่า

“การเน้นตรงนี้สำคัญ เราจึงมีการเปิดโอกาสให้ทุกคนสามารถคิดสร้างสรรค์นวัตกรรม และไม่จำเป็นต้องเป็นนวัตกรรมที่เป็นสินค้าใหม่เพื่อขายลูกค้าเท่านั้น แต่เป็นนวัตกรรมในองค์กรก็ได้ เป็นนวัตกรรมที่ปรับปรุงในเรื่องของกระบวนการผลิตก็ได้ เราไม่มีการปิดกั้นความคิด จึงเท่ากับเป็นการกระตุ้นให้พนักงานได้คิดถึงสิ่งที่มีมูลค่าเพิ่ม และสิ่งนี้จะนำให้องค์กรก้าวหน้าไปสู่สิ่งที่ดีกว่า”

รางวัลรองชนะเลิศอันดับ 1 การออกแบบเชิงนวัตกรรม ด้านการออกแบบอาหาร (Food Design) โดยสำนักงานนวัตกรรมแห่งชาติ จากผลิตภัณฑ์ “เบอร์เกอร์ข้าวเหนียว” ซึ่งเกิดจากการคิดค้นของทีมงานภายในองค์กร รวมทั้งผลงานนวัตกรรมดีเด่นจำนวนถึง 5 ใน 10 ชิ้น จากผลงานทั้งหมดในเครือเจริญโภคภัณฑ์กว่า 500 ชิ้น ที่ได้รับเลือกให้เข้ารอบสุดท้าย และได้รับรางวัล Chairman Award จากท่านประธานธนินท์ เจียรวนนท์ ในมหกรรมนวัตกรรมบัวบาน (CP Innovation Exposition) ใน พ.ศ. 2554 และ พ.ศ. 2559 ถือเป็นเครื่องพิสูจน์ความเป็นองค์กรแห่งนวัตกรรม และเป็นการวางรากฐานของยุคใหม่ให้กับ ซี.พี.ค้าปลีกและการตลาดได้เป็นอย่างดี สิ่งสำคัญอีกประการหนึ่งในยุคนี้ คือการปรับภาพลักษณ์แบรนด์ พร้อมปรับโลโก้ใหม่สู่สากล ด้วยแนวคิด “ก้าวหน้าพัฒนาอย่างไม่หยุดนิ่ง”
ภายใต้แบรนด์ “ซีพีแรม”

cpram-history-pic-2551-03