ยกระดับสู่ยุคศรีอัจฉริยะ
(พ.ศ. 2561-2565)

“แนวคิด “ศรีอัจฉริยะ” (ศรี คือ ความดีงาม อัจฉริยะ คือ ความเก่ง)
ซึ่งเป็นการยกระดับ ความดี พร้อม ความเก่ง”

จากปณิธานที่จะส่งมอบอาหารที่มีคุณภาพ ซึ่งนอกจากรสชาติอร่อยแล้ว ยังเพียบพร้อมด้วย
ความปลอดภัย และให้คุณค่าทางโภชนาการ ซีพีแรมจึงมุ่งมั่นสร้างสรรค์สินค้าและบริการที่ได้คุณภาพมาตรฐาน โดยคำนึงถึงการสร้างคุณค่าสูงสุดให้แก่ผู้บริโภค ด้วยการคัดสรรวัตถุดิบชั้นดี
มีการนำเทคโนโลยีและเครื่องจักรทันสมัยเข้ามาใช้ ไม่หยุดนิ่งที่จะทำการวิจัยและพัฒนา ให้ความสำคัญกับ การดำเนินงานตามระบบมาตรฐานสากล และขับเคลื่อนธุรกิจด้วยนวัตกรรม ตามมาด้วยการสร้างสรรค์คุณค่าให้กับพันธมิตร ด้วยการพัฒนาการบริหารจัดการห่วงโซ่อุปทาน
(Supply Chain Management) ตั้งแต่กระบวนการสั่งซื้อการนำ เข้าวัตถุดิบสู่กระบวนการผลิต
จนกระทั่งส่งสินค้าถึงมือลูกค้าให้มีความต่อเนื่องและมีประสิทธิภาพสูงสุดเสมอมา

ในอีก 5 ปีข้างหน้านี้ ซีพีแรมตั้งเป้ายกระดับการดำ เนินธุรกิจไปอีกขั้น เพื่อสร้างสรรค์สิ่งที่สร้าง
คุณค่าให้กับผู้มีส่วนร่วมในความสำเร็จขององค์กรในวงกว้างมากยิ่งขึ้น นำไปสู่แนวคิด “ศรีอัจฉริยะ” (ศรี คือ ความดีงาม อัจฉริยะ คือ ความเก่ง) ซึ่งเป็นการยกระดับ “ความดี” พร้อม “ความเก่ง” ขององค์กรอย่างเข้มข้น

“องค์กรที่มีความยั่งยืน คือ องค์กรที่มีการสร้างคุณค่า หรือ Value ให้กับผู้ที่มีส่วนเกี่ยวข้องไม่ว่าจะเป็นทางตรงหรือทางอ้อมอย่างสม่ำเสมอ รวมถึงองค์กรต้องมุ่งมั่นพัฒนาและสร้างสรรค์นวัตกรรม อย่างต่อเนื่องและยั่งยืน หรืออีกนัยคือ องค์กรแห่งนวัตกรรม ในยุคศรีอัจฉริยะนี้ เราจะพัฒนาและ ส่งเสริมทุกคนที่มีส่วนเกี่ยวข้องให้เป็นเลิศทั้งความดีและความเก่ง ทั้งพนักงานในองค์กรและพันธมิตร ในห่วงโซ่อุปทาน (Supply Chain) โดยเรามุ่งมั่นมาอย่างต่อเนื่องในการพัฒนาให้เกิดความปลอดภัยทางอาหาร (Food Safety) ให้กับสังคมและประเทศชาติ มุ่งสู่เป้าหมายของการสร้างความมั่นคงทางอาหารอย่างยั่งยืน (Food Security and Sustainability) เพื่อสร้างคุณภาพชีวิตที่ดี ให้แก่ผู้บริโภคตลอดไป

cpram-history-pic-01
cpram-history-pic-big
cpram-history-pic-05

คุณวิเศษ วิศิษฏ์วิญญู กรรมการผู้จัดการ บริษัท ซีพีแรม จำกัด อธิบายถึงแนวคิดดังกล่าว ในแง่ “ความดี” ซีพีแรมยังคงเดินหน้าสร้างคุณค่าให้กับสังคมรอบข้าง นอกเหนือจากด้านการส่งเสริมความรู้อาหารปลอดภัย คุณค่าทางโภชนาการ และสุนทรียภาพในการบริโภค ด้านการส่งเสริมคุณธรรม จริยธรรม ด้านการพัฒนา การศึกษาและทรัพยากรมนุษย์ ด้านการอนุรักษ์สิ่งแวดล้อมและชุมชนอย่างเป็นรูปธรรม ซีพีแรมยังคำ นึงถึงการมอบสิ่งที่เป็นคุณค่าบนพื้นฐานความรับผิดชอบ ต่อสังคม ทั้งภายในและภายนอกองค์กร ตลอดห่วงโซ่อุปทาน อย่างต่อเนื่องและยั่งยืน

“ยกตัวอย่างภายในองค์กรซีพีแรม สำนักงานใหญ่ (ลาดหลุมแก้ว) เราทำ โครงการ CPRAM Zero Water Discharge เพื่อหาวิธีในการรีไซเคิลน้ำทิ้งจาก กระบวนผลิตในโรงงานจนสามารถนำน้ำเสียกลับมาใช้ได้อย่างสมบูรณ์แบบ 100 เปอร์เซ็นต์ เช่น การนำ ไปใช้เป็นน้ำดิบสำหรับผลิตน้ำเพื่อใช้ในโรงงาน หรือ การนำไปผลิตในระบบระบายความร้อนหอผึ่งเย็น โครงการนี้ช่วยให้เราพัฒนาการเรียนรู้เทคโนโลยีขั้นสูงในการปรับปรุงคุณภาพน้ำ นอกจากนี้ยังช่วยสร้าง จิตสำนึกในการอนุรักษ์การใช้น้ำอย่างคุ้มค่า สร้างทัศนคติที่ดีให้ผู้คนในชุมชน และรบกวนสิ่งแวดล้อมให้น้อยที่สุด ท้ายที่สุดคือการอยู่ร่วมกันอย่างสมดุล ระหว่างบริษัทฯ ชุมชน สังคม และสิ่งแวดล้อมส่วนโรงงานของเราที่จังหวัดชลบุรีก็ได้รับการรับรองโรงงานอุตสาหกรรมเชิงนิเวศ แสดงถึงโรงงานที่ยึดมั่นใน การประกอบกิจการที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม เพื่อการพัฒนาอย่างยั่งยืน และปรับปรุงกระบวนการผลิตตลอดจนการบริหารจัดการสิ่งแวดล้อมบนพื้นฐานความรับ ผิดชอบต่อสังคม”

คุณวิเศษ ยังได้เล่าถึงการบริหารห่วงโซ่อุปทานว่าเป็นเรื่องสำคัญที่สุด เพราะเป็นความร่วมมือตั้งแต่ต้นน้ำ ซึ่งได้แก่ผู้ที่ส่งมอบวัตถุดิบ ไปสู่
ปลายน้ำ ซึ่งได้แก่ ผู้บริโภคที่ต้องการอาหารปลอดภัยและต้องการให้ซีพีแรมอยู่ร่วมกันในโลกใบนี้ที่น่าอยู่ วันนี้สิ่งเหล่านี้เป็นปัจจัยสำ คัญในการเสริมความยั่งยืนของธุรกิจ ถ้าปล่อยให้ห่วงโซ่นี้ต่างคนต่างพัฒนา ผลลัพธ์จะไม่เกิดความยั่งยืน การจัดการห่วงโซ่อุปทานในอุตสาหกรรมอาหารนั้น มีความสำ คัญเป็นอย่างยิ่งต่อความมั่นคงอาหารอย่างยั่งยืน เนื่องด้วยตลอดห่วงโซ่อุปทานนั้นจะประกอบด้วยผู้ประกอบการรายย่อย (SME) และรายใหญ่มากมายทั่วทั้งประเทศตั้งแต่ต้นน้ำสู่ปลายน้ำ การพัฒนาและนำ เอาเทคโนโลยีสมัยใหม่เข้าไปใช้อย่างเหมาะสม จะสามารถสร้างความมั่นใจให้กับคู่ค้าในแต่ละห่วงโซ่ถัดไปได้ทั้งปริมาณที่ส่งมอบและ คุณภาพที่สามารถตรวจสอบย้อนกลับด้านความปลอดภัยอาหารตลอดห่วงโซ่อุปทานได้ เมื่อความมั่นคงอาหารเกิดขึ้นแล้ว การจะสามารถดำ เนินการต่อเนื่องอย่างยั่งยืนต่อไปนั้น เรายังต้องสร้างคุณค่าให้กับสังคมและสิ่งแวดล้อมที่ดีไปพร้อมๆ กัน ในยุคศรีอัจฉริยะจึงไม่เพียงแต่ยกระดับความดีคู่ความเก่งขององค์กรเท่านั้น แต่ยังจะขยายผลไปสู่คู่ค้าของ
ซีพีแรมตลอดห่วงโซ่อุปทานอีกด้วย

cpram-history-pic-06cpram-history-pic-07

“ทางซีพีแรมบริหารห่วงโซ่อุปทานไปหลายสินค้าแล้ว ตัวอย่างง่ายๆ ข้าวกะเพรากว่าจะได้กะเพราคุณภาพที่ไม่มีสารปนเปื้อนใดๆ เรามีการจัดทำโครงการเรียนรู้ คู่อาชีพ เพื่อวิถีเกษตรที่ยั่งยืน หรือ ‘เกษตรกรคู่ชีวิต’ โดยเป็นโครงการที่ได้นำ ศักยภาพต่างๆ ขององค์กรไปช่วยส่งเสริมและพัฒนาสังคม ในฐานะที่เราเป็นผู้ผลิตอาหาร และผู้ส่งมอบสู่ลูกค้าและผู้บริโภค ซึ่งวัตถุดิบหลักส่วนหนึ่ง คือ วัตถุดิบทางการเกษตร เราต้องช่วยเหลือเกษตรกรเพื่อความยั่งยืน ปัญหาที่เกษตรกรส่วนใหญ่พบ คือ ด้านการตลาด เงินทุน และวิชาการ ตัวอย่างเช่น ด้านการตลาด เรามีการให้คำ แนะนำ พืชผัก ที่ควรปลูก และเป็นที่ต้องการของตลาด ซึ่งกรณีนี้เป็นกะเพราป่าที่มีความหอมกว่ากะเพราพันธุ์อื่น ด้านเงินทุนสร้างงานและอาชีพในชุมชน ช่วยให้เกษตรกรขายได้กำ ไร มีเงินทุนหมุนเวียน อีกทั้งช่วยสนับสนุนโครงการในด้านต่างๆ ที่เป็นประโยชน์แก่เกษตรกร และด้านวิชาการ จัดตั้งศูนย์การเรียนรู้ด้านการเกษตร ให้องค์ความรู้ต่างๆ แก่เกษตรกร เปิดให้เข้าไปศึกษาดูงานเกี่ยวกับการปลูกพืชภายใต้มาตรฐาน GAP (Good Agricultural Practices) เป็นต้น ทำ ให้เขามีอาชีพ มีรายได้ มีตลาดรองรับ ส่วนผู้บริโภคก็ได้รับประทานอาหารที่มีคุณภาพ ปลอดภัยไร้กังวล”

อีกตัวอย่างหนึ่งซึ่งสะท้อนถึงการดำ เนินงานที่คำ นึงถึงความรับผิดชอบต่อสังคม และตอบโจทย์แนวทางของความยั่งยืนได้อย่างชัดเจน คือ เมนู “ข้าวผัดปู” ซึ่งถือเป็นเมนูที่ขายดีอันดับต้นๆ ในร้านเซเว่น-อีเลฟเว่น ส่งผลทำ ให้วัตถุดิบเนื้อปูไม่เพียงพอต่อความต้องการและมีโอกาสที่แหล่งวัตถุดิบจะขาดแคลนปัญหาที่เกิดขึ้น ทำ ให้ซีพีแรมเล็งเห็นว่าควรเข้าไปช่วยส่งเสริมการอนุรักษ์พันธุ์ปูม้า โดยส่งเสริมการไม่จับปูม้าในช่วงการวางไข่และนำ แม่พันธุ์ปูม้าไข่นอกกระดองมาเพาะพันธุ์ปล่อยสู่แหล่งน้ำธรรมชาติ เพื่อเพิ่มจำนวนปูม้าและให้ชุมชนสามารถทำ การประมงได้อย่างยั่งยืน

ส่วนในด้าน “ความเก่ง” นั้น ซีพีแรมมุ่งเน้นการขับเคลื่อนองค์กรแห่งนวัตกรรมอย่างต่อเนื่องและเข้มข้นยิ่งขึ้น โดยเดินหน้าพัฒนาเทคโนโลยีและนวัตกรรมของตนเองในทุกๆ ด้านของซีพีแรมสู่ยุค Industrial 4.0 อาทิ Biotechnology, Robotic and Automation, E-commerce, Digital Technology พร้อมด้วย IoT (Internet of Things), Cloud Computing, Big Data and Data Analytics เพื่อเดินหน้าธุรกิจให้เติบโตอย่างยั่งยืน และร่วมผลักดันประเทศไทย เป็นศูนย์กลาง
นวัตกรรมอาหารในภูมิภาคเอเชีย

“30 ปีที่ผ่านมา ซีพีแรมเราสะสมองค์ความรู้ด้านอาหารไว้มากมาย มาถึงยุคที่ 6 ครบเครื่อง
นวัตกรรม เรามีการพัฒนาระบบการจัดการซีพีแรม (CPRAM-MS) ของเราเอง โดยนำเอาระบบการจัดการสมัยใหม่ชั้นเยี่ยม 3 ระบบ อันได้แก่ ระบบการจัดการคุณภาพทั่วทั้งองค์กร (TQM)
ระบบการบำรุงรักษาทวีผลที่ทุกคนมีส่วนร่วม (TPM) และระบบลีน (LEAN) เมื่อเราพัฒนาความเก่งของเราแล้ว ในยุคศรีอัจฉริยะนี้เราจะนำ ความเก่งไปสร้างคุณค่า โดยถ่ายทอดแนวคิดระบบต่างๆ ของเราไปยังผู้ที่มีส่วน เกี่ยวข้อง ไม่ว่าจะทางตรงหรือทางอ้อมในตลอดทั้งห่วงโซ่อุปทานทั้งหมด เพื่อยกระดับอุตสาหกรรมไทยอย่างยั่งยืนต่อไป”

ผู้บริหารซีพีแรมมีความเชื่อว่า มนุษย์กับองค์กรมีความคล้ายกัน มนุษย์ทุกคนเกิดมามีต้นทุนที่
แตกต่างกัน ตั้งแต่ต้นทุนด้านชาติกำเนิด การศึกษา ประสบการณ์ หรือแม้แต่การเข้าถึงโอกาสต่างๆ ใครที่มีต้นทุนสูงก็สร้างคุณค่าให้กับสังคมได้สูง องค์กรก็เช่นกัน องค์กรที่มีต้นทุนสูง ถึงพร้อมด้านบุคลากร เทคโนโลยี ตลอดจนศักยภาพด้านต่างๆ ก็ควรส่งมอบคุณค่าที่สูงให้กับสังคมเช่นกัน

cpram-history-pic-08

“พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช บรมนาถบพิตร ทรงเป็นแบบอย่างที่ดีให้กับพสกนิกรในทุกๆ เรื่อง พระองค์ประสูติเป็นพระราชา
ผู้ยิ่งใหญ่ ขณะเดียวกันพระองค์ก็ทรงงานเพื่อประเทศชาติอย่างทรงไม่รู้จักเหน็ดเหนื่อยและทรงทำประโยชน์อเนกอนันต์ให้กับแผ่นดินไทย นี่เป็นตัวอย่างที่ชัดเจนให้กับพวกเราได้เรียนรู้และเดินตามรอยพระยุคลบาท เราทุกคนต้องพร้อมเสมอที่จะสร้างคุณค่าให้กับสังคมส่วนรวมด้วยกัน”

คุณวิเศษยังได้ทิ้งท้ายถึงสิ่งใหม่ๆ ที่จะเกิดในยุคศรีอัจฉริยะ นั่นคือ การนำเทคโนโลยีชีวภาพ (biotechnology) มาพัฒนานวัตกรรมอาหารเพื่อ
คนเฉพาะกลุ่ม เป็นการตอบโจทย์ความต้องการด้านโภชนาการที่แตกต่างกัน“ก้าวต่อไปของซีพีแรม เราจะไปสู่การผลิตอาหารที่จำ เพาะเจาะจงกับ
ผู้บริโภคในแต่ละกลุ่มมากขึ้นเรียกว่า Functional food เพราะมนุษย์เราไม่ได้มีความต้องการโภชนาการชนิดเดียวกันทุกๆ คน เราควรจะมีอาหารสำหรับคนวัยเด็กว่าต้องการโภชนาการแบบใด คนที่ต้องใช้พลังงานมากในวัยทำงานต้องการโภชนาการแบบใด คนที่สูงวัยต้องการโภชนาการแบบใด เราต้องพัฒนาไปตรงนั้น รวมไปถึงคนที่ต้องการดูแลสุขภาพ เป็นกรณีพิเศษ เช่น ผู้ป่วยเบาหวาน ผู้ป่วยความดันโลหิตสูง นี่เป็นสิ่งที่เราจะทำต่อไปในยุคนี้
ขณะเดียวกันห่วงโซ่อุปทานตั้งแต่ต้นน้ำถึงปลายน้ำก็ต้องได้ประโยชน์ด้วย เป็นการพัฒนาร่วมกัน มีคุณค่าเพื่อส่วนรวมต่างคนก็ต่างเกิดประโยชน์ รวมทั้งยังเป็นส่วนหนึ่งในการยกระดับอุตสาหกรรมอาหารของไทยสู่ชั้นแนวหน้าของโลกที่นานาชาติยอมรับอีกด้วย”

นอกจากนี้ คุณรำไพพรรณ พรตรีสัตย์ รองกรรมการผู้จัดการอาวุโส บริษัท ซีพีแรม จำกัด ได้ให้มุมมองในการก้าวสู่ยุคศรีอัจฉริยะว่า“ยุคศรีอัจฉริยะเป็นยุคที่เน้นการสร้างทั้งคนดีและคนเก่ง เราจะให้ความสำ คัญกับการพัฒนาผู้นำ รุ่นใหม่ในองค์กรที่จะขึ้นมานำ คนในอีก 30 ปีข้างหน้า โดยจะเน้นค่านิยมการมีคุณธรรม(Morals) ให้เข้มข้นมากยิ่งขึ้น สร้างจิตสำ นึกว่าองค์กรจะยั่งยืนได้ต้องเป็นองค์กรที่ดีและสร้างประโยชน์ให้กับสังคมส่วนรวม ขณะเดียวกันก็ต้องมีปัญญาหรือความเก่งด้วย ทุกวันนี้เราเก่งคนเดียวไม่ได้แล้ว แต่ต้องอาศัยความร่วมมือจากพันธมิตรตลอดทั้งห่วงโซ่อุปทาน จึงจะก่อให้เกิดประโยชน์และสร้างความยั่งยืนได้ ดังนั้น ถ้านำ ‘ศรี’ กับ ‘อัจฉริยะ’ มารวมกันก็จะหมายถึง ทำอย่างไรเราจะทำ งานด้วยธรรมะของคนดีกับปัญญา
ของคนเก่ง เพื่อประสานประโยชน์ให้เกิดขึ้น ตั้งแต่ระดับบุคคล องค์กร พันธมิตรในห่วงโซ่อุปทาน ไปจนถึงระดับสังคม”

ในแง่แผนการดำเนินงาน เป้าหมายในยุคข้างหน้าจะเป็นยุคที่เบเกอรี่ของซีพีแรมจะไม่ใช่เพียง “ของกินเล่น” เท่านั้น แต่จะกลายเป็น “มื้อเช้า” ซึ่งเป็นมื้อสำคัญของทุกคน

“จากยุคครบเครื่องนวัตกรรมที่ทำให้การผลิตเป็นอัตโนมัติแล้ว ยุคถัดไปเราจะเพิ่มคุณค่าให้กับผลิตภัณฑ์เบเกอรี่โดยยกระดับให้เป็นมื้อเช้าสำหรับ
คนไทย ที่ทั้งอร่อย มีคุณค่า ในราคาที่ไม่แพง ขณะเดียวกันก็ยังคงเสน่ห์ของเบเกอรี่ไว้ คือเป็นของหวานคู่กายที่กินเมื่อไหร่ก็ได้

ยุคหน้านี้เราจะพัฒนาผลิตภัณฑ์โดยใช้เทคโนโลยีสำ คัญ นั่นคือเทคโนโลยีอุณหภูมิของการผลิตและการเก็บสินค้า ที่ผ่านมาเราเคยมีแต่เบเกอรี่ที่เป็นอาหารในอุณหภูมิห้อง ต่อไปเราจะเริ่มทำเบเกอรี่แช่เย็น (chilled bakery) และเบเกอรี่แช่แข็ง (frozen bakery) เพื่อตอบสนองโอกาสในการบริโภคที่หลากหลาย สามารถเก็บไว้ได้ทั้งในอุณหภูมิปกติ สภาพแช่เย็น และสภาพแช่แข็ง ตรงนี้ต้องอาศัยพันธมิตรทั้งผู้ผลิตวัตถุดิบ ผู้ผลิตเครื่องจักรทั้งไทยและต่างประเทศ เชื่อแน่ว่าจะทำให้เกิดนวัตกรรมการพัฒนาผลิตภัณฑ์ และการบริหารการผลิตอย่างต่อเนื่อง”

cpram-history-pic-09

จากทั้งหมดนี้การก้าวสู่ยุค “ศรีอัจฉริยะ” จะทำให้ธุรกิจอาหารของซีพีแรมแข็งแกร่งและเติบโตยั่งยืนไปพร้อมกับผู้มีส่วนร่วมในความสำเร็จ เพื่อตอบสนองความต้องการสูงสุดของลูกค้า ตอกย้ำภาพลักษณ์ความเป็นผู้นำ ธุรกิจอาหารพร้อมรับประทานและเบเกอรี่ของประเทศ มุ่งสู่การเป็นองค์กรที่ยั่งยืน

สำหรับการเตรียมพร้อมก้าวสู่ยุคศรีอัจฉริยะ คุณเจริญ แก้วสุกใส รองกรรมการผู้จัดการอาวุโส บริษัท ซีพีแรม จำกัด ได้ฉายภาพอนาคตที่จะเกิดขึ้นว่า

“สำหรับยุคที่ 7 นี้ เรื่องคนเป็นเรื่องใหญ่ เราจึงเน้นเตรียมความพร้อมด้านการพัฒนาบุคลากร รวมทั้งฝึกอบรมด้านเทคโนโลยีใหม่ๆ โดยเฉพาะเรื่อง Automation, Robot และ E-commerce รวมถึงวิจัยและพัฒนาผลิตภัณฑ์อาหาร ตลอดจนกระบวนการต่างๆ เช่น วิจัยและพัฒนาอาหารที่จำเพาะเจาะจงกับผู้บริโภคในแต่ละกลุ่มมากขึ้น ที่เรียกว่า Functional food มีการพัฒนาเครื่องจักรและเทคโนโลยีร่วมกับผู้ผลิตต่างๆ

นอกจากนั้นแล้วยุคที่จะถึงนี้เป็นยุคของความยั่งยืน เน้นการผลิตที่ประหยัดพลังงาน รักษาสิ่งแวดล้อม ที่ผ่านมาเราปรับการบริหารจัดการการผลิตอาหารในทุกกระบวนการ เพื่อลดค่าการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์สู่ชั้นบรรยากาศโลกให้ต่ำที่สุด ผลสำเร็จที่ได้คือ จัมโบ้เปาไส้หมูสับ ผลิตภัณฑ์อาหารที่มีมูลค่าเพิ่มจากฉลากคาร์บอนฟุตพริ้นท์ (carbon footprint)ซึ่งผ่านการตรวจรับรองเป็นรายแรกของประเทศในกลุ่มสินค้าซาลาเปา มีการทำวอเตอร์ฟุตพริ้นท์ (water footprint) เพื่อการจัดการน้ำอย่างยั่งยืน ขณะเดียวกันเรามีการตั้งโรงงานในภูมิภาคต่างๆ เพื่อลด
การขนส่งระยะไกล ซึ่งทั้งหมดกำลังจะแล้วเสร็จในอนาคตอันใกล้นี้รวมทั้งพยายามใช้วัตถุดิบท้องถิ่น โดยรวมกลุ่มทุกฝ่ายที่เกี่ยวข้องเพื่อถ่ายทอดแบ่งปันความรู้กันสิ่งเหล่านี้เราได้เริ่มดำเนินการมาแล้ว แต่จะเน้นหนักมากขึ้นในยุคนี้”

ยิ่งไปกว่านั้นผู้บริโภคจะได้พบกับช่องทางจำ หน่ายสินค้าและบริการในรูปแบบ VendingMachine หรือตู้หยอดเหรียญ และ Food Van หรือ
ครัวเคลื่อนที่เพื่อจำหน่ายอาหารหลากหลายชนิด เพื่อตอบโจทย์วิถีการดำ เนินชีวิตที่เปลี่ยนแปลงไปอย่างรวดเร็วของผู้บริโภคที่ต้องการความสะดวกมากยิ่งขึ้น อีกทั้งยังมีธุรกิจบริการจัดเลี้ยง ภายใต้แบรนด์ “ซีพีแรม แคทเทอริ่ง” และการขายสินค้าอาหารในรูปแบบ E-commerce ส่วนตลาดต่างประเทศจะมีการขยายช่องทางจัดจำหน่ายไปยังภูมิภาคต่างๆ มากขึ้น อาทิ ยุโรป อเมริกาเหนือ

“ความท้าทายในยุคหน้า คือการบริหารสินค้าที่สดใหม่ ซึ่งเป็นสิ่งที่เราทำ มาอย่างต่อเนื่อง และต้องเข้มข้นขึ้น เนื่องจากสินค้าอาหารในยุคที่จะถึงนี้จะมีระยะเวลาในการขายสั้น การจัดการเรื่องนี้จึงต้องดำ เนินการอย่างรวดเร็วแบบมืออาชีพทั้งในด้านการผลิตและการส่งมอบ เพื่อให้ผู้บริโภคได้รับสินค้าที่สดใหม่เหมือนเพิ่งผลิตออกมาจากเตา นำไปสู่การสร้างความมั่นคงทางอาหารให้กับสังคมไทยต่อไป”